การกู้ร่วมซื้อบ้านกับพ่อแม่สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดโดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสอนุมัติวงเงินสินเชื่อบ้านได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขสำคัญด้านระยะเวลาผ่อนชำระที่ธนาคารจะยึดตามเกณฑ์อายุของผู้กู้ที่มากที่สุดเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงขึ้น รวมถึงต้องวางแผนเลือกรูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์หลังโอนบ้านให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาการจัดการมรดกหรือภาระภาษีในอนาคต
ความฝันในการมีบ้านสักหลังเพื่อสร้างรากฐานอันมั่นคงให้ครอบครัว เป็นเป้าหมายใหญ่ที่ใครหลายคนอยากทำให้สำเร็จ แต่เมื่อลองคำนวณรายได้ของตัวเองเทียบกับราคาบ้านในปัจจุบันแล้ว อาจพบว่าตึงมือเกินกว่าจะยื่นสินเชื่อผ่านได้ด้วยตัวคนเดียว หลายคนจึงนึกถึงคือการมองหาคนมากู้ร่วมซื้อบ้าน และคนแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเสมอคงหนีไม่พ้นพ่อหรือแม่ ทว่าคำถามที่ตามมาคือ หากพ่อแม่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ธนาคารจะยอมอนุมัติไหม และถ้าระยะเวลาผ่อนยาวนานกว่าอายุงานของท่าน เราจะต้องรับมือและวางแผนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต
การกู้ร่วมซื้อบ้านกับพ่อแม่ทำได้ไหม และมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง
คำตอบคือสามารถทำได้แน่นอนตามกฎหมาย เพราะพ่อแม่และลูกมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดโดยตรง ซึ่งธนาคารจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้กู้ร่วมหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่ก่อนจะตัดสินใจยื่นเอกสาร มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจล่วงหน้า ดังนี้
การคิดระยะเวลาการผ่อนชำระ
ตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร การคำนวณระยะเวลาผ่อนจะยึดตามอายุของผู้กู้ที่อายุมากที่สุดเป็นหลัก โดยปกติต้องผ่อนชำระให้เสร็จสิ้นก่อนผู้กู้มีอายุครบ 65-70 ปี นั่นหมายความว่า หากพ่อหรือแม่อายุ 50 ปี ระยะเวลาผ่อนสูงสุดอาจถูกลดทอนลงเหลือเพียง 15-20 ปี ซึ่งส่งผลให้ยอดค่างวดต่อเดือนสูงกว่าการกู้คนเดียวที่มีระยะเวลาผ่อนยาวนานถึง 30 ปี
รูปแบบการใส่ชื่อในกรรมสิทธิ์
การกู้ร่วมซื้อบ้านไม่ได้บังคับว่าต้องใส่ชื่อทุกคนลงในโฉนดเสมอไป ผู้กู้สามารถเลือกได้ว่าจะใส่ชื่อถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างลูกกับพ่อแม่ หรือเลือกใส่ชื่อลูกเป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียวบนหลังโฉนด แล้วใช้รายได้ของพ่อแม่มาช่วยกู้ร่วมเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือทางทางการเงินเท่านั้น
ภาระหนี้สินเดิมของผู้กู้ร่วม
วงเงินสินเชื่อที่ธนาคารจะอนุมัติไม่ได้ดูเพียงแค่รายได้รวม แต่จะนำภาระหนี้สินเดิมของพ่อแม่ เช่น สัญญาผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล มาหักลบออกจากความสามารถในการชำระหนี้ด้วย ดังนั้นหากพ่อแม่มีภาระหนี้เดิมค้างอยู่ วงเงินกู้บ้านที่ได้รับก็อาจลดลงตามไปด้วย
เปรียบเทียบการกู้ร่วมซื้อบ้านถือกรรมสิทธิ์ร่วม VS การกู้ร่วมเพื่อเสริมรายได้
เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา การเลือกรูปแบบถือครองกรรมสิทธิ์ส่งผลต่อสิทธิประโยชน์และภาระในอนาคตต่างกัน ดังตารางต่อไปนี้
|
ประเด็นที่ต้องพิจารณา
|
กู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ร่วม
|
กู้ร่วมเพื่อเสริมรายได้
(ลูกถือโฉนดคนเดียว)
|
|
การถือครองกรรมสิทธิ์
|
มีชื่อทั้งลูกและพ่อแม่บนหลังโฉนด
|
มีชื่อลูกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว
|
|
การลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้าน
|
สิทธิดอกเบี้ยถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนคนกู้ร่วม
|
ลูกนำดอกเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้เต็มสิทธิ (หากพ่อแม่ไม่หาร)
|
|
การจัดการในอนาคต
|
สัดส่วนบ้านของพ่อแม่จะกลายเป็นมรดกเมื่อท่านเสียชีวิต
|
บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกคนเดียว ไม่ต้องผ่านกระบวนการรับมรดก
|
|
ความสะดวกในการขาย/โอน
|
ต้องได้รับความยินยอมและลงนามจากผู้กู้ร่วมทุกคน
|
ลูกสามารถดำเนินการทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง
|
ถ้าพ่อแม่เกษียณแล้ว เราต้องผ่อนต่อ มีปัญหาอะไรไหม ?
ในกรณีที่พ่อแม่เข้าสู่วัยเกษียณจนไม่มีรายได้ประจำแล้ว แต่ลูกยังคงทำงานและมีรายได้มั่นคง ในทางปฏิบัติลูกสามารถรับหน้าที่ผ่อนชำระค่างวดต่อได้ตามปกติโดยไม่มีปัญหาใด ๆ กับทางธนาคาร
นอกจากนี้ หากในอนาคตรายได้ของลูกเติบโตขึ้นจนถึงระดับที่สามารถกู้คนเดียวผ่านตามเกณฑ์ DSR (Debt Service Ratio) ลูกก็สามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสัญญาเป็นผู้กู้คนเดียว หรือตัดชื่อพ่อแม่ออกในขั้นตอนการรีไฟแนนซ์ (Refinance) ได้ ซึ่งการถอนชื่อผู้กู้ร่วมออกจะช่วยให้ยืดระยะเวลาผ่อนชำระกลับมาเป็น 30 ปีได้อีกครั้ง พร้อมทั้งลดความยุ่งยากเรื่องการจัดการกรรมสิทธิ์ในระยะยาว
ขั้นตอนการเตรียมตัวและเอกสารที่ต้องใช้ในการกู้ร่วมซื้อบ้าน
การเตรียมเอกสารอย่างถูกต้องครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้
การเตรียมตัวด้านการเงิน
- เดินบัญชีธนาคาร (Statement) เตรียมรายการเดินบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนของทั้งของลูกและของพ่อแม่ ให้มีเงินหมุนเวียนเข้าอย่างสม่ำเสมอ
- ปิดภาระหนี้สินย่อย ชำระยอดบัตรเครดิต หรือปิดสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนความสามารถในการชำระหนี้ให้พร้อมที่สุด
- สำรองเงินก้อนวันโอน เตรียมเงินออมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง และค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า-น้ำประปา
เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ยื่นกู้
- เอกสารส่วนบุคคล : สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรสของพ่อแม่ และใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
- เอกสารแสดงความสัมพันธ์ : ทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรที่ระบุชื่อพ่อแม่เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือด
- เอกสารทางการเงิน (พนักงานประจำ) : หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน และ Statement บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสารทางการเงิน (ธุรกิจส่วนตัว/วัยเกษียณ) : เอกสารการเสียภาษี (ภ.ง.ด.) หนังสือจดทะเบียนพาณิชย์ หรือหลักฐานการได้รับเงินบำนาญและเงินออมหลังเกษียณ
เริ่มต้นสร้างอนาคตครอบครัวบนทำเลที่ใช่
เมื่อเตรียมความพร้อมด้านการเงินและเข้าใจเงื่อนไขการกู้ร่วมซื้อบ้านอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือการเลือกที่อยู่อาศัยที่ตอบรับกับการใช้ชีวิตของทุกคนในบ้าน สำหรับใครที่มองหาบ้านฟังก์ชันคุ้มค่า พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และเดินทางสะดวก ขอแนะนำทาวน์โฮมโครงการใหม่พร้อมอยู่ จาก Maison Development เพื่อให้การเริ่มต้นชีวิตครอบครัวเป็นเรื่องง่ายและลงตัว
สอบถามเพิ่มเติมและเข้าเยี่ยมชมโครงการ โทร. 02-295-3397-8
ข้อมูลอ้างอิง
- การกู้ร่วมซื้อบ้าน ใครบ้างที่สามารถกู้ได้ และข้อควรระวังที่ควรรู้. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 จาก https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/home-car/joint-home-loan-eligibility-and-precautions
- กู้ร่วม ดีอย่างไร กู้ร่วม กับใครได้บ้าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 จาก https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/loan/mortgages/lgbtq-syndicated-home-loan-2024